TalentHub Brief: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อช่วยให้นายจ้างและทีม HR เห็นภาพตลาดแรงงานได้เร็วขึ้น ข้อมูลควรใช้ร่วมกับบริบทของอุตสาหกรรม พื้นที่ทำงาน และระดับตำแหน่งจริง

คำตอบแบบสั้น: ใครต้องเตรียมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง?

โดยหลัก นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ควรตรวจสอบว่าลูกจ้างรายใดอยู่ในข่ายกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่ค่าจ้างที่เกิดขึ้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างสะสม 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างสมทบ 0.25% จากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 อัตราเพิ่มเป็นฝ่ายละ 0.50% เว้นแต่มีประกาศเปลี่ยนแปลง บริษัทควรตรวจประกาศและคำชี้แจงล่าสุดก่อนนำส่งจริง

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคืออะไร?

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกลไกตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่มีเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของนายจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้างตามเงื่อนไขที่กำหนด

เงินส่วนนี้เป็นคนละรายการกับเงินสมทบประกันสังคม จึงต้องแยกฐานคำนวณ รายการหัก รายงาน และหลักฐานการนำส่งให้ชัดเจน

อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ

ในระยะเริ่มต้น ลูกจ้างและนายจ้างรับผิดชอบในอัตราเท่ากัน โดยบริษัทต้องหักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้างและบันทึกเงินสมทบของนายจ้างเป็นต้นทุนเพิ่มเติม

  • 1 ตุลาคม 2569–30 กันยายน 2574: ลูกจ้าง 0.25% และนายจ้าง 0.25%
  • ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574: ลูกจ้าง 0.50% และนายจ้าง 0.50%
  • นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าจ้าง
  • ค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569 จึงมีกำหนดนำส่งภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569

ตัวอย่างการคำนวณ 0.25%

ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ค่าจ้างเป็นฐานแบบตรงไปตรงมาเพื่อช่วยให้เห็นยอดเท่านั้น บริษัทต้องตรวจว่าองค์ประกอบใดเป็น ‘ค่าจ้าง’ ตามกฎหมายก่อนคำนวณจริง

  • ค่าจ้าง 15,000 บาท: ลูกจ้าง 37.50 บาท + นายจ้าง 37.50 บาท รวม 75 บาท
  • ค่าจ้าง 20,000 บาท: ลูกจ้าง 50 บาท + นายจ้าง 50 บาท รวม 100 บาท
  • ค่าจ้าง 30,000 บาท: ลูกจ้าง 75 บาท + นายจ้าง 75 บาท รวม 150 บาท
  • ค่าจ้าง 50,000 บาท: ลูกจ้าง 125 บาท + นายจ้าง 125 บาท รวม 250 บาท

ฐานคำนวณไม่ควรใช้ยอด Gross Pay โดยอัตโนมัติ

ฐานที่ใช้คือค่าจ้างตามความหมายของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่ยอดรายได้รวมทุกประเภทในสลิปโดยอัตโนมัติ บริษัทควรจำแนกเงินเดือน ค่าตอบแทนจากการทำงาน ค่าล่วงเวลา โบนัส คอมมิชชัน ค่าเดินทาง และเงินเบิกคืนตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไขของแต่ละรายการ

หากรอบค่าจ้างคร่อมวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ควรแยกส่วนค่าจ้างที่เกิดตั้งแต่วันที่กฎหมายเริ่มมีผลตามแนวทางของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ไม่ควรหักทั้งรอบโดยไม่มีการตรวจสอบ

มีลูกจ้าง 10 คนขึ้นไป ต้องดูอะไรเพิ่มเติม?

การดูเพียงยอดพนักงานรวมอาจไม่เพียงพอ บริษัทควรรวบรวมข้อมูลทุกสาขาและตรวจสถานะลูกจ้างเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะลูกจ้างใหม่ ลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างต่างชาติ และพนักงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

  • จำนวนลูกจ้างรวมทุกสาขาและนิติบุคคลที่เป็นนายจ้าง
  • รายชื่อสมาชิกและผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • วันเริ่มงาน วันสิ้นสุดงาน และสถานะทดลองงาน
  • สัญชาติ เลขประจำตัว และข้อมูลที่ระบบ EWFund ต้องใช้
  • กลุ่มที่กฎหมายยกเว้นหรือมีเงื่อนไขเฉพาะ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอย่างไร?

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสวัสดิการที่นายจ้างและลูกจ้างเข้าร่วมตามข้อบังคับของกองทุน ส่วนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นกลไกตามกฎหมายสำหรับสถานประกอบกิจการและลูกจ้างที่อยู่ในข่าย

บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วไม่ควรสรุปว่าพนักงานทุกคนได้รับการยกเว้นโดยอัตโนมัติ ควรตรวจสมาชิกจริงและพนักงานที่ยังไม่ได้เข้ากองทุนเป็นรายคน

ขั้นตอนเบื้องต้นในระบบ EWFund

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเปิดระบบ e-Service กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2569 นายจ้างควรเตรียมบัญชีผู้ใช้งานและข้อมูลพนักงานก่อนถึงรอบนำส่ง

  • สมัครและยืนยันบัญชีนายจ้างหรือผู้รับมอบอำนาจ
  • รับและจัดเก็บรหัส PIN ตามวิธีที่ระบบกำหนด
  • เตรียมรายชื่อลูกจ้างและนำเข้าด้วยไฟล์ Excel หรือกรอกในระบบ
  • ตรวจข้อมูลและลงทะเบียนลูกจ้าง
  • พิมพ์หรือจัดเก็บหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียน
  • ยื่นแบบเงินสะสมและเงินสมทบในแต่ละเดือน
  • ชำระเงินและเก็บ e-Receipt พร้อมรายงานกระทบยอด

Payroll ต้องปรับอะไรบ้างก่อนจ่ายเงินเดือน?

การเพิ่มสูตร 0.25% เพียงอย่างเดียวยังไม่ครบ ระบบ Payroll ต้องเชื่อมโยงฐานค่าจ้าง สถานะลูกจ้าง วันเริ่มมีผล รายการหักในสลิป และต้นทุนของนายจ้างเข้าด้วยกัน

  • เพิ่มรายการหักเงินสะสมของลูกจ้างโดยใช้ชื่อที่เข้าใจง่าย
  • เพิ่มรายการเงินสมทบของนายจ้างในรายงานต้นทุน
  • กำหนด Wage Code ที่รวมและไม่รวมในฐานคำนวณ
  • กำหนดวิธีปัดเศษและตรวจยอดรวม
  • ปรับสลิปเงินเดือน Payroll Register และรายงานบัญชี
  • รองรับพนักงานเข้าใหม่ ลาออก และรอบค่าจ้างไม่เต็มเดือน
  • สร้างรายงานเทียบยอด Payroll กับยอดที่นำส่ง EWFund

Checklist สำหรับนายจ้างก่อนรอบเดือนตุลาคม 2569

บริษัทควรกำหนดเจ้าของงานและวันตรวจสอบแต่ละข้อ ไม่ควรรอถึงวันโอนเงินเดือนแล้วจึงเริ่มแยกข้อมูล

  • ยืนยันว่าบริษัทและลูกจ้างรายใดอยู่ในข่าย
  • ตรวจจำนวนพนักงานรวมทุกสาขา
  • ตรวจสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นรายบุคคล
  • เตรียมเลขประจำตัวและข้อมูลลูกจ้างให้ครบ
  • ลงทะเบียนบัญชีนายจ้างใน EWFund
  • ตรวจนิยามและ Wage Code ที่เป็นฐานค่าจ้าง
  • เพิ่มสูตร 0.25% ของลูกจ้างและนายจ้าง
  • ทดสอบการคำนวณกับข้อมูลตัวอย่าง
  • ตรวจพนักงานเข้าใหม่ ลาออก และรอบค่าจ้างคร่อมวันเริ่มใช้
  • ปรับสลิปและรายงานบัญชี
  • กำหนดผู้จัดทำ ผู้ตรวจ และผู้อนุมัติ
  • วางปฏิทินนำส่งภายในวันที่ 15
  • เตรียมไฟล์กระทบยอดและหลักฐานชำระ
  • แจ้งพนักงานก่อนเริ่มหักเงิน
  • ติดตามประกาศและ FAQ ล่าสุดจากหน่วยงานราชการ

ควรสื่อสารกับพนักงานอย่างไร?

พนักงานจะเห็นยอดรับสุทธิลดลง แม้จำนวนไม่มาก บริษัทจึงควรแจ้งล่วงหน้าว่าเป็นรายการตามกฎหมาย เริ่มหักเมื่อใด ใช้อัตราใด นายจ้างสมทบเท่าใด และจะแสดงในสลิปเงินเดือนอย่างไร

ข้อความแจ้งควรใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและเปิดช่องทางให้พนักงานสอบถาม โดยเฉพาะเรื่องความแตกต่างระหว่างกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และประกันสังคม

สรุป

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มมีผลกับค่าจ้างตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 สำหรับนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในข่าย บริษัทควรตรวจสถานะพนักงาน ลงทะเบียน EWFund กำหนดฐานค่าจ้าง ปรับ Payroll และเตรียมนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

หัวใจสำคัญคือการตรวจเป็นรายบุคคลและกระทบยอดระหว่าง Payroll บัญชี และระบบนำส่งทุกเดือน ข้อมูลในบทความนี้ตรวจสอบ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และควรใช้ร่วมกับประกาศและคำชี้แจงล่าสุดของหน่วยงานราชการ

ให้ TalentHubTH ช่วยเตรียม Payroll

TalentHubTH ให้บริการ Payroll Outsourcing และ HR Outsourcing สำหรับบริษัทไทย บริษัทต่างชาติ และบริษัทจีนในประเทศไทย ช่วยจัดโครงสร้างข้อมูลเงินเดือน รายการหัก รายงาน และประสานงานรอบ Payroll ตามขอบเขตที่ตกลง

ส่งจำนวนพนักงาน รอบจ่ายเงินเดือน และรูปแบบ Payroll ปัจจุบันเพื่อประเมินงานได้ที่ LINE Official: @talenthubth โทร 066-059-9440 หรืออีเมล talentshubth@gmail.com

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

บริษัทมีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ต้องเข้ากองทุนหรือไม่?

+

เกณฑ์หลักใช้กับนายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป แต่บริษัทควรติดตามจำนวนพนักงานและประกาศล่าสุด เพราะสถานะอาจเปลี่ยนเมื่อมีการรับเพิ่มหรือมีเงื่อนไขเฉพาะ

บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?

+

ควรตรวจตามเงื่อนไขกฎหมายและสถานะสมาชิกเป็นรายบุคคล พนักงานใหม่หรือผู้ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอาจต้องตรวจเพิ่มเติม

เงินเดือน 20,000 บาท หักเท่าไร?

+

ที่อัตรา 0.25% ลูกจ้างสะสม 50 บาทและนายจ้างสมทบ 50 บาท รวม 100 บาทต่อเดือน หากฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณคือ 20,000 บาทเต็มจำนวน

OT โบนัส และคอมมิชชันรวมในฐานคำนวณหรือไม่?

+

ต้องพิจารณาว่าแต่ละรายการเป็นค่าจ้างตามกฎหมายและข้อเท็จจริงหรือไม่ ไม่ควรใช้ยอด Gross Pay ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ หากไม่แน่ใจควรตรวจคำชี้แจงล่าสุดหรือขอคำแนะนำเฉพาะกรณี

กองทุนนี้มาแทนประกันสังคมหรือไม่?

+

ไม่ใช่ เป็นคนละกองทุนและคนละรายการ บริษัทต้องคำนวณ บันทึก และนำส่งแยกจากเงินสมทบประกันสังคม

นายจ้างจ่ายเฉพาะส่วนสมทบโดยไม่หักลูกจ้างได้หรือไม่?

+

บริษัทควรดำเนินการตามอัตรา วิธีหัก และวิธีนำส่งที่กฎหมายกำหนด หากต้องการให้สวัสดิการเพิ่มเติมควรตรวจผลด้าน Payroll ภาษี และเอกสารกับผู้เชี่ยวชาญก่อน

เงินของเดือนตุลาคม 2569 ต้องนำส่งเมื่อใด?

+

โดยหลักต้องนำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ดังนั้นยอดเดือนตุลาคม 2569 มีกำหนดภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569

ลูกจ้างลาออกเองจะได้รับเงินกองทุนหรือไม่?

+

สิทธิขึ้นอยู่กับเหตุสิ้นสุดการจ้าง เงื่อนไขกฎหมาย และข้อมูลที่กองทุนใช้พิจารณา บริษัทไม่ควรรับรองผลแทนกองทุน ควรตรวจหลักเกณฑ์ล่าสุดหรือสอบถามหน่วยงานโดยตรง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง